บทความทางกฎหมายเรื่อง "เครนทับรถไฟ ใครรับผิดชอบ และสิทธิของผู้เสียหาย"โดยอัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์

บทความทางกฎหมายเรื่อง "เครนทับรถไฟ ใครรับผิดชอบ และสิทธิของผู้เสียหาย"
โดยอัยการวรเทพ สกุลพิชัยรัตน์
จากโศกนาฏกรรมเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงล้มทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษ ณ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 32 ราย และบาดเจ็บ 64 รายนั้น 
 ใครจะนึกว่า “ การเดินทางโดยรถไฟซึ่งเป็นการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุด แต่กลับเกิดเหตุโศกนาฏกรรมที่มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจำนวนมาก”
“ เสียชีวิตโดยที่ไม่ทันรู้ตัว ไม่มีแม้กระทั่งโอกาส..........”
“ แต่ผู้รับเหมาก่อสร้าง กลับ ขอโอกาส...........”   
 นำมาสู่คำถามสำคัญทางกฎหมายว่า
 "ใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ" และ "ผู้เสียหายจะเรียกร้องสิทธิได้อย่างไรบ้าง"

                   (1.) ใครคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบ?
                      ในทางกฎหมาย “ผู้เสียหาย” สามารถเรียกร้อง “ค่าเสียหาย” ได้จาก 2 ส่วนหลัก คือ:

                    • ภาคเอกชน (ผู้รับเหมา): บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะ “ ผู้รับเหมาก่อสร้าง”  ต้องรับผิดชอบในทางแพ่งจาก “ ความประมาทเลินเล่อ” (ขณะนี้ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่า “เป็นการกระทำโดยเจตนา”) 

                   • หน่วยงานรัฐ: การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หรือ กระทรวงคมนาคม ในฐานะเป็น “ เจ้าของโครงการ” และ “ผู้ควบคุมดูแลความปลอดภัย”  ซึ่งผู้เสียหายสามารถฟ้องต่อ  “ ศาลปกครอง”  ได้หากพบว่า  “ หน่วยงานรัฐละเลยต่อหน้าที่ ”

                    (2.) สิทธิของผู้เสียหาย: เรียกร้องจากใคร และได้จำนวนเท่าใด?
                     “ผู้เสียหาย” หรือ “ทายาท” มีสิทธิได้รับเงินเยียวยาและค่าสินไหมทดแทนจากหลายแหล่ง ดังนี้:

                    2.1 กรณีเสียชีวิต :  (เบื้องต้นประมาณ 1.69 ล้านบาทต่อราย)
                         • การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.): จ่ายรายละ 1,000,000 บาท
                         • กรมธรรม์ประกันภัย (Insurance): ของบริษัทผู้รับเหมา จ่ายรายละ 340,000 บาท
                       • พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติม : จากกระทรวงยุติธรรม จ่ายรายละ 200,000 บาท (กรณีเสียชีวิต) 
                       • บริษัทผู้รับเหมา (อิตาเลียนไทยฯ): จ่ายสมทบเบื้องต้นรายละ 150,000 บาท
                       • ค่าเสียหายเพิ่มเติม: สามารถฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะ และค่าขาดแรงงานในอนาคต (คำนวณตามรายได้จริงและอายุความคาดหมาย เช่น 30 ปี)

                        2.2 กรณีบาดเจ็บ :
                           • เงินช่วยเหลือเบื้องต้น: รายละ 50,000 บาท
                           • ค่ารักษาพยาบาล: จ่ายตามจริงตามสิทธิประกันภัยและกฎหมาย
                           • ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้: ค่าชดเชยรายได้ในช่วงที่รักษาตัวจนทำงานไม่ได้
                            • กรณีทุพพลภาพ: อาจเรียกร้องเงินเลี้ยงชีพรายเดือนได้ตลอดชีวิต

                    (3)  สิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาตาม “ พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ที่ประชาชนอาจไม่รู้ :

                      หนึ่งในแหล่งเงินเยียวยาที่สำคัญคือ พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ซึ่งดูแลโดย “ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม”   กฎหมายฉบับนี้มีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทางการเงินให้แก่ผู้ที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมโดยที่ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
                     สาระสำคัญที่ผู้เสียหายควรรู้:

                     • ประเภทที่ได้รับ : ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล, ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ, ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ และค่าตอบแทนความเสียหายอื่นตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร
                     • เงื่อนไขสำคัญ : ผู้เสียหายต้อง “ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” กับการกระทำความผิดนั้น ๆ
                    ในกรณีที่ผู้เสียหายไม่สามารถยื่นคำขอด้วยตนเองได้ บุคคลต่อไปนี้มีสิทธิยื่นแทนได้แก่:             • ผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้อนุบาล
                    • ผู้บุพการี หรือผู้สืบสันดาน
                    • สามี หรือภริยา
                    • บุคคลที่ได้รับมอบอำนาจเป็นหนังสือจากผู้เสียหาย จำเลย หรือทายาท
                    • ระยะเวลาการยื่น: ต้องยื่นคำขอ ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการกระทำความผิด
                     • สถานที่ติดต่อ: กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หรือสายด่วนยุติธรรม 1111  กด 77
                      สำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา  ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (อาคารเอ) ชั้น 2 ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพ 10210   
                  สำนักงานยุติธรรมจังหวัดทั่วประเทศ
                  สถานีตำรวจทั่วประเทศ
                   สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กลุ่มนิติพยาธิวิทยา อาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ  อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210 

                 (4.)  ช่องทางการฟ้องร้องและใช้สิทธิ :

                     4.1 ฟ้องศาลปกครอง : การฟ้องคดีต่อศาลปกครองในกรณีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ สามารถ ฟ้องหน่วยงานรัฐ (รฟท./กระทรวงคมนาคม) ฐาน “ ละเมิดหรือละเลยหน้าที่”  ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีและรู้ตัวหน่วยงาน/เจ้าหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ( แต่ต้อง ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันเกิดเหตุ)  โดยยื่นที่ศาลปกครองนครราชสีมา หรือ ศาลปกครองกลาง
 4.1.1. เหตุผลในการฟ้อง: ผู้เสียหายสามารถฟ้องหน่วยงานรัฐ (เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือกระทรวงคมนาคม) ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐ “ละเลยต่อหน้าที่” ในการควบคุมดูแลความปลอดภัย หรือในกรณี ความรับผิดอย่างอื่น ซึ่งหมายถึงการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายของรัฐแต่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน,,
  4.1.2. สถานที่ยื่นฟ้อง: ผู้เสียหายสามารถยื่นคำฟ้องได้ที่ ศาลปกครองนครราชสีมา (ซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจในจุดเกิดเหตุ) หรือ ศาลปกครองกลาง,
                           4.13. สิทธิคู่ขนาน: การฟ้องศาลปกครองเพื่อเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติม “จากรัฐ” นี้  สามารถทำควบคู่ไปกับการรับเงินเยียวยาเบื้องต้นจาก “แหล่งอื่นได้”  (เช่น เงินจาก รฟท. ประกันภัย  หรือ พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ) โดยไม่เป็นการตัดสิทธิซึ่งกันและกัน

                     4.2 ฟ้องแพ่ง : ฟ้อง “บริษัทผู้รับเหมา”  โดยตรง หรือยื่นคำร้องตาม                ป.วิ.อาญา มาตรา 44/1 เพื่อเรียกค่าสินไหมในคดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องผู้กระทำผิด
                     อายุความ : การฟ้องคดีละเมิด มีอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่รู้ตัวผู้กระทำผิด

                      (5.)  บทวิเคราะห์: สังคมไทยได้อะไร และแนวทางป้องกันในอนาคต
                      เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการยึดหลัก "การเยียวยาตามรายได้ที่แท้จริง" มากกว่า “ การจ่ายแบบเหมาจ่าย”  เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ตามศักยภาพเดิม นอกจากนี้ ยังเป็นการ “ กระตุ้นให้ประชาชนรับรู้สิทธิ” จาก “ กองทุนยุติธรรม”  ซึ่งเป็นสวัสดิการรัฐที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

                      แนวทางป้องกันในอนาคต : 
                    1. การกำกับดูแลที่เข้มงวด: หน่วยงานรัฐที่เป็นเจ้าของโครงการต้องมีมาตรการตรวจสอบความปลอดภัยของเครื่องจักร (เช่น เครน) ในเขตก่อสร้างที่อยู่ใกล้เขตเดินรถหรือชุมชนอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่เพียงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้รับเหมาฝ่ายเดียว
                    2. มาตรฐานการทำงานในเขตทาง: ควรมีการกำหนด “ เขตปลอดภัย”  (Safety Zone) และ “ช่วงเวลาการทำงาน” ที่ชัดเจนเพื่อลดความเสี่ยงต่อสาธารณะ (เข้มงวดกวดขันกับการทำงานที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงภัยต่อสาธารณะ) 
                   3. ระบบประกันภัยที่ครอบคลุม: การบังคับให้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐต้องมี “ กรมธรรม์ที่คุ้มครองบุคคลภายนอก” ในวงเงินที่ “สูงพอ” ที่จะเยียวยาความเสียหายขนาดใหญ่ได้จริง   หากวงเงินรับผิดตามกรมธรรม์ที่น้อยเกินไป เมื่อเกิดความเสียหายแล้วจะทำให้ประชาชนได้รับการชดเชยเยียวยาความเสียหายที่น้อยเกินไป
                   การใช้สิทธิทางกฎหมายของผู้เสียหายดังกล่าว ไม่เพียงแต่เป็นการเรียกร้องความยุติธรรมส่วนบุคคลเท่านั้น  แต่ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้หน่วยงานรัฐและภาคเอกชนยกระดับความปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดเหตุสลดซ้ำรอยอีกในอนาคต
                  ทั้งนี้ ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะว่า “ ลำพังผู้เสียหายแต่ละราย จะมีกำลังไปฟ้องร้องดำเนินคดีกับ “ผู้ที่ต้องรับผิด” ในคดีนี้ (ซึ่งมีอำนาจต่อรองสูงกว่า)  อย่างไร โดยเฉพาะ                       “ ผู้รับเหมาก่อสร้าง”คดีนี้   จึงสมควรที่จะต้องให้ “รัฐ” เข้ามาช่วยเหลือ เช่น องค์กรอัยการ , สภาทนายความ  รวมถึงอาจมีความจำเป็นต้อง  “ ดำเนินคดีแบบกลุ่ม ” ( Class Action ) เพื่อให้ศาลพิพากษาเพียงครั้งเดียวแล้วมีผลผูกพันทุกคนในกลุ่ม ทั้งนี้เพื่อช่วยลดภาระการฟ้องคดีซ้ำซ้อน เพิ่มอำนาจต่อรองและทำให้ผู้เสียหายรายย่อยได้รับการเยียวยาที่เป็นธรรม 

                   โดยจะต้องระมัดระวังเรื่อง “กำหนดอายุความ” ดำเนินคดีแพ่งและคดีปกครอง และ “กำหนดเวลายื่นคำร้อง” ขอค่าตอบแทนผู้เสียหาย ตาม พ.ร.บ. ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ซึ่งมีกำหนดอายุความและระยะเวลาภายใน 1 ปี (ยกเว้นอายุความดำเนินคดีอาญา) 

          บทความนี้ เป็นแนวทางให้ความรู้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุบัติเหตุในลักษณะดังกล่าว เพื่อใช้สิทธิเรียกร้อง โดยอาศัยข้อมูลจากกรณีเหตุการณ์เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงล้มทับขบวนรถไฟด่วนพิเศษที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ตามที่ปรากฎในสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนจำนวนเงินดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น  และบทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับองค์กรอัยการแต่อย่างใด 
• นายวรเทพ  สกุลพิชัยรัตน์
อัยการพิเศษฝ่ายชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด 1.
(อดีต) รองประธานคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน (คนที่สอง) ในคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ในสภาผู้แทนราษฎร 
17 มกราคม 2569
             

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

กรมการแพทย์แผนไทยฯ จับมือ ผู้ประกอบการ เปิดตัว ผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ช่วงพิธีฮัจญ์ หวังต่อยอดผลิตภัณฑ์สมุนไพร ให้ติดตลาดในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

The photo news..รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ! Kloss Wellness Clinic ผู้นำคลินิกดูแลสุขภาพครบวงจร ขึ้นรับรางวัล สถานประกอบการฟื้นฟูและชะลอวัยดีเด่นแห่งปี ในงาน THE WORLD'S HIGHEST AWARDS 2024

พรรคกล้าธรรมส่งผู้สมัครครบ 8 เขต สมุทรปราการ จับตา “ดร.ประเสริฐ” เขต 3 ชูประสบการณ์ทำงานจริง สอดคล้องนโยบายพรรค “ทำมากกว่าพูด”